RSS

ทำไมต้องเรียนออกแบบ?

ที่มา
http://www.f0nt.com/

เรื่องมันเริ่มจาก น้องที่น่ารักหลายคนของชาวฟอนต์กำลังตัดสินใจ
เรื่องที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตอยู่ เรื่องเรียนต่อมหาลัยนะครับ ไม่ได้มีใครกำลังจะแต่งงาน
ถึงมีผมก็ไม่มีความรู้เรื่องความรักอยู่ดี ที่พอมีก็คือความรู้เรื่อง
การเรียนมหาวิทยาลัยในด้านการเรียนออกแบบ
เรื่องของเรื่องคือในกระจู๋นั้น พี่สามพูดถึงความแตกต่างของ
นิเทศศาสตร์-นิเทศศิลป์ น้องๆหลายความเห็นที่ตามมามีน้ำเสียง
ไปในทางคลุมเครือว่ามันต่างกันมากไหมอย่างไร แล้วจริงๆมันเรียนอะไรกันแน่?
ตามนี้ http://www.f0nt.com/forum/index.php/topic,5489.315.html
(เด็กสมัยนี้จะเข้ามมหาลัยทีโคตรซวย)

ไม่ต้องสืบเลยว่า ความคิดเห็นผมนี่พูดถึงของฝั่งนิเทศศิลป์ด้วยนำ้เสียงส่อไปในทางที่ดีแน่นอน
ช่วยไม่ได้นะครับ แต่ไม่ได้แปลว่าเชียร์ให้ใครมาฝั่งนี้หรอก
ไม่เชียร์อยู่แล้ว ไม่เคยเชียร์ใครด้วย อนาคตใครตัวใครตัวมัน
ไม่มีเคยความคิดแบบนั้นแทรกอยู่ในซอกหลืบไหนของความคิดอีกต่างหาก
(ถ้าเชียร์แล้วได้ค่าหัวคิวก็ว่าไปอย่าง)

แล้วที่สำคัญผมก็ไม่ชอบเหมือนกัน เวลาที่พวกผู้ใหญ่ชอบมาบอกว่า
อย่างเอ็งต้องไปเรียนแบบนั้น ต้องไปเป็นแบบนี้ ต้องทำนู่น ต้องทำนี่
ตลกน่า ใครจะมารู้ดีกว่าเราได้ยังไง

ดังนั้นที่ผมเล่าให้ฟังคือ ข้อเท็จจริง เอาไว้ไปประกอบการตัดสินใจเฉยๆ

การเรียนนิเทศศาสตร์นี่ อย่างที่ทุกท่านว่าไว้ในกระจู๋นั้น
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการออกแบบในเชิงทัศนะศิลป์ วาดรูป กราฟิก
ไม่มีอะไรแบบนั้น แต่อ่านจุดประสงค์ของผู้(กำลังจะ)เรียนแล้วก็พอนึกออก
ผมเข้าใจว่าสามนั้น ระดับฝีมือไม่ต้องเรียนไอ้พวกที่ว่านั่น เพราะทำเป็นแทบจะทั้งหมดแล้ว
แถมทำได้ดีมากด้วย แล้วที่ทำๆนี่ ศึกษาเองทั้งนั้น เอาเวลาไปเรียนอะไรที่ตัวเองไม่รู้
ศึกษาด้วยตัวเองไม่ได้ดีกว่า คือศาสตร์ด้านนิเทศศาสตร์ น่าจะประมาณนี้ใช่ไหม?
อันนี้ว่าตามที่ป๋าเลย์อ่านขาดไว้ก่อนแล้วนะครับ

ดังนั้นเลยจะเล่าให้ฟังถึงการเรียนนิเทศศิลป์ ว่าทำไมคนที่หวังจะเป็นนักออกแบบ
ถึงมาเรียนนิเทศศิลป์ ถ้าเป็นเมื่อก่อน สมัยคอมพิวเต้อไม่ใช่ของมีไว้ตามบ้าน
อินเตอร์เน็ตก็ไม่มี โฟโต้ฉ็อปยิ่งไม่ต้องพูดถึง ไม่มีอะไรทั้งนั้น
กระบวนการออกแบบอะไรพวกนี้เลยยังต้องเรียนจากมหาลัยอยู่
อันนี้ก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก

แต่สมัยนี้ล่ะ?

โฟโต้ฉ็อปก็เปิดหนังสือหัดเองได้ กราฟิกเดี๋ยวนี้เด็กประถมก็ทำได้แล้ว
(ใครทันเคยเห็นงานน้องวี น้องแอ๊นตอนปอหกไหม) ยิ่งไอ้พวกวาดรูป เขียนการ์ตูน
ยิ่งหัดวาดเองได้อยู่แล้ว ส่วนแฟลช อาฟเต้อ พรีเหมี่ย สามดี อนิเมชั่น อะไรต่อมิอะไร
นั่งเกาไข่หัดอยู่ในห้องก็ทำเป็นแล้ว ไม่เห็นจะยากตรงไหน

ทำไมถึงต้องมาเรียนออกแบบด้วยล่ะ?

การเรียนศิลปะ ธรรมชาติของมันคือใครๆก็เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
ไม่มีใครถูก ใครผิด อย่างแท้จริง ไม่เหมือนวิชาชีพชนิดอื่นๆ
ที่เราจำเป็นต้องเรียนโดยตรง เราต้องเรียนแพทย์ ถึงจะจบมาเป็นหมอแมวได้
ต้องจบวิศวะถึงจะมาทำงานเป็นวิศวกรได้ แม้แต่ด้านออกแบอย่างสถาปัตย์
เราก็ยังต้องเรียนสถาปัตย์ห้าปีเท่านั้นถึงจะประกอบอาชีพสถาปนิกได้
แต่หมอ วิศวกร นักฎหมาย ทุกคนสามารถใช้เวลาว่างเขียนรูปได้
ทำกราฟิกได้ ฝึกเล่นเครื่องดนตรีได้ ใช้เวลากับงานอดิเรกศิลปะชนิดไหนก็ได้
แต่คนเรียนศิลปะไม่สามารถไปเดินควบคุมเครื่องจักรเล่นๆในโรงงานได้
ไปผ่าตัดผนังพังผืดคนไข้เล่นยามว่างๆก็ไม่ได้ ไปจ่ายยาคนไข้เล่นๆยังไม่ได้เลย

ดังนั้นผมจึงไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะมาอธิบายได้ว่า
ทำไมเราจึงจำเป็นต้องมาเรียนออกแบบ

สรุปคือ ผมตอบคำถามนี้ไม่ได้

แต่ผมจะตอบด้วยการเล่าให้ฟังว่า
ตลอดสี่ปีของการเรียนนั้น เราเรียนอะไร-เราได้อะไรจากมันบ้าง
เค้าต้องการให้เราได้บทเรียนชนิดไหน และมันเปลี่ยนอะไรในตัวเราไปบ้าง
ชอบหรือไม่ชอบ จำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องเรียน
อ่านจบแล้ว น่าจะมีส่วนช่วยให้สาม นานา ใครก็ตามที่หลงมาอ่าน
หรือยังหลงทาง งุนงง กับคำแนะนำของ”ผู้ใหญ่”
แบบที่ว่าเอ็งต้องไปเรียนนั่น ต้องไปเป็นนี่ เชื่อตูสิ ตูผ่านมาหมดแล้ว
นำไปใช้ในการหาคำตอบให้ตัวเองได้บ้างนะครับ

ส่วนท่านที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจ เชื่อว่าจะขี้เกียจอ่านไปเอง
มันยาวจนตอนนี้ผมยังพิมพ์ไม่จบเลย ข้อเขียนกึ่งสารคดีกึ่งมั่ว….

ทำไมต้องเรียนออกแบบ???

ตอนเริ่มจะสอบเข้าคณะนี้ ไม่ได้คิดว่าจะมาเรียนออกแบบเลยนะครับ
คิดอย่างเดียวว่า “กูจะมาวาดรูปๆๆๆๆ” แต่พอเริ่มได้เรียน ปี1 ปี2 และปี3

ก่อนผลัดขึ้นปี3 เริ่มมีความแตกต่างในแต่ละคนแล้วล่ะครับ เพราะที่คณะ
เริ่มให้เลือกที่จะเรียนเลือกที่จะเรียนหมายถึง มีถ่ายรูปนะ
มีคอมพิวเตอร์กราฟฟิคนะ มีทำหนังนะ พวกเอ็งจะลงเรียนอะไร???

ผมเลือกคอมพิวเตอร์กราฟฟิคครับ เพราะตอนที่เรียน (2537) มันเพิ่งเริ่มมีคอมฯ
และเพิ่งจะมีโปรแกรมกราฟฟิคดีไซน์ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่มากๆ และน่าสนใจ

พอเริ่มเรียน วิชาแรกที่เขาให้ตั้งใจฟัง คือวิชาการออกแบบนิิเทศศิลป์ ครับ
เป็นเนื้อหา และทฤษฎีล้วนๆ เพื่อบอกคุณว่า กฏและหลักการณ์ของวิชานี้ มีเท่านี้นะกู​ (อาจารย์)
สอนมึงเท่านี้นะ แล้วไปพลิกนอกตำรากันเอาเอง อาจารย์บอกอย่างกระชับและจริงจังว่า

วิชาออกแบบนิเทศ คือการดูตัวอย่างจากสิ่งที่เขามีอยู่แล้วทั่วโลก
แล้วเอามาพลิกแพลง ในแบบฉบับของเรา จับหลักของแต่ละอย่างให้ได้
ถึงจะออกแบบได้ และห้ามลอก

ตอบไม่ได้เหมือนกัน ว่าทำไมต้องเรียนออกแบบ รึแค่ว่า
เมื่อเราออกแบบอะไรซักอย่างขึ้นมาแล้ว มีคนเห็น ไม่ต้องชม มันก็แอบภูมิใจเล็กๆ ล่ะครับ
ว่านี่งานเรา ฝีมือเรา เท่านั้นล่ะครับ

สิ่งที่สำคัญในการเลือกเรียนศิลปะแขนงนี้ คือ
คุณชอบอะไร? เท่านั้นล่ะครับ
หาตัวเองให้เจอก่อน แล้วอย่างอื่นจะตามมา
อย่างแรกที่ชาวบ้านเขาพูดถึงบ่อยๆจนเป็นแผ่นเสียงตกร่องคือ การเรียนออกแบบ
กับการเรียนใช้โปรแกรมคอมพิวเต้อสำหรับการออกแบบเป็นคนละอย่างกัน
การออกแบบเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ มากกว่าที่มันจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี
เพราะฉะนั้น เมื่อเราเข้ามาปีแรกเลย ทุกคนจะต้องได้เรียนพื้นฐานที่เรียกว่า “ทักษะทางศิลปะ”
เราจะได้เรียนวาดเส้น เพ้น ปั้น เขียนแบบ ในช่วงเกือบๆสองปีแรก อันนี้แต่ละที่ก็เน้นมากน้อย
แตกต่างกันไป ผมพอจะได้ยินของทุกที่ เพราะแถวนั้นมีคนที่ซิ่วเรียนที่อื่นมาก่อนแทบจะครบทุกที่
ส่วนมากเดี๋ยวนี้วิชาวาดเส้นเน้นในเชิงสร้างสรรค์เปิดให้ใช้วิธีการแบบคอลลาจ หมึก เล่าเรื่อง ฯลฯ
ผสมผสานตั้งแต่เริ่มเรียน เพื่อให้สอดรับกับวาดเส้นแบบนิเทศศิลป์ ซึ่งเน้นใช้ความคิดสร้างสรรค์
แต่ที่ผมเรียนมาไม่มีอะไรแบบนั้นเลยในปีแรกๆ จะเป็นการเรียนวาดเส้นพื้นฐานอย่างเดียว
เช่น วาดหุ่นนิ่งชนิดต่างๆในสตูดิโอ ไปวาดวัดวา ต้นไม้ ป่า ทะเล อยุทธยา ฯลฯ
จนมาถึงโหมดวาดคนแบบต่างๆเป็นอันสุดท้าย ซึ่งหินสุด
เพ้นก็เรียงลำดับต้นไม้ใบหญ้าเหมือนกันกับที่ว่ามา ปั้นก็ด้วย ไอ้ช่วงทัวร์ไปเขียนรูปตามที่ต่างๆนี่
ผมว่าเป็นช่วงชีวิตที่น่าจดจำที่สุดช่วงหนึ่งเลย ไอ้เรื่องราวทั้งหลายแหล่ในหนังหรือในนิยาย
เกี่ยวกับคนเรียนศิลปะก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้แหละ หมายถึงเพื่อนๆผมมันจีบกัน
-ได้กันก็อีตอนนั่งเขียนรูปข้างๆกันนี่แหละ

(แต่ทั้งหมดนี่ เทียบกัับจิตรกรรมแล้วถือว่ากระจิริดมะเขือเผาไปเลยนะครับ
อาจารย์จิตรกรรมบางท่านยังวิจารณ์เลยว่า วาดเส้นสร้างสรรค์ของคณะมัณฑนศิลป์
เรียนในปีสองนั้นเร็วไป!?)

ในขณะเดียวกัน วิชาอื่นๆในช่วงปีแรก นอกจากทักษะแล้วสิ่งสำคัญที่นักออกแบบต้องมี
ก็คือ “ความเข้าใจ” ในระดับพื้นฐานก็คือความเข้าใจในความงาม ว่าไอ้ที่เราว่างามนั้น ทำไมถึงงาม
อะไรคือความงามกันแน่ วิชาคลาสสิคที่สุดของศิลปากรคือ วิชาสุนทรียศาสตร์ ซึ่งสอนโดย
อาจารย์ที่เฮี้ยนที่สุดที่ผมเคยเจอมา เป็นด็อกเต้อนักวิชาการและนักวิจารณ์ศิลปะที่กระโดดเหยงขึ้นไปนั่งยองๆ
บนโต๊ะเล็กเช่อได้ขณะบรรยาย (นึกถึงห้องเล็กเช่อใหญ่ๆคล้ายๆโรงหนังแล้วอาจารย์กระโดดขึ้นไปนั่ง
เหมือนหลวงพ่อคูณบนโต๊ะแล้วบรรยายสิ) ลีลาการพูดที่เหมือนหลุดออกมาจากการ์ตูนทิมเบอร์ตั้น
เรื่องเพี้ยนๆเกี่ยวกับอาจารย์ท่านนี้เยอะมากจนผมไม่รู้จะบรรยายเป็นภาษามนุษย์ยังไง
แต่เห็นยังงี้สอนดีมากนะครับ ใครๆก็รัก ชื่อของแกคือ รองศาสตราจารย์ด็อกเตอร์ไพโรจน์ ชมุนี
(ตำแหน่งนำหน้ายาวกว่าชื่อนามสกุลอีก) แกเกษียณปีนี้แล้ว เดือนตุลานี้แหละ น่าเสียดายมาก

สิ่งที่เราได้นอกจากจะเป็นการตั้งคำถามกับความงาม ซึ่งเป็นคำถามที่ซับซ้อนที่สุดอย่างหนึ่ง
ของมนุษย์ ยังตั้งคำถามกับรสนิยม ว่ามันคืออะไรกันแน่ ผมว่ามันเป็นแกนกลาง
ของการเรียนศิลปะเลยก็ว่าได้ มันสามารถทำให้เราตั้งคำถามชนิด “ว่ากันให้ถึงที่สุด”
ได้ว่าที่เราเรียนมาทั้งหมดที่ว่าสวย ว่าดีนั้นมันคือ”กลุ่มรสนิยม”กลุ่มหนึ่งเท่านั้น
แถมมันอาจจะเป็นกลุ่มรสนิยมของอาจารย์ที่ตรวจให้คะแนนเราก็ยังได้ พอบอกว่าศิลปะ
ไม่มีถูก มีผิด อ้าว แล้วอาจารย์เอาอะไรมาให้คะแนนเราล่ะ คำถามเหล่านี้ล่ะครับ ที่เราจะได้ค้นหาคำตอบ
แล้วการตั้งคำถามพวกนี้ ก็ทำให้เราตั้งคำถามกับผลงานตัวเอง รสนิยมตัวเอง
อะไรที่เราเห็นว่าสวย ทำไมเราถึงว่ามันสวยล่ะ? อันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่านำไปใช้ได้ตลอดชีวิต
การทำงานเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ทุกชนิดเลย ไม่ต้องเอาเรื่องการทำงานก็ได้
การเสพผลงานศิลปะรอบๆตัวทั่วไป อย่างการดูหนัง การฟังเพลง การรับรู้เข้าใจความงาม
ความไพเราะ ยิ่งอยู่กับมันมากเท่าไหร่ ตั้งคำถามมันมากเท่าไหร่ เราจะยิ่งละเอียดกับมันมากยิ่งขึ้น

สิ่งนี้มันส่งผลถึงผลงานตรงไหนเหรอครับ เอาง่ายๆนะครับ
ในการค้นหาสไตล์ของตัวเราเอง มันย่อมเริ่มจากความรู้สึกของเราว่า
อันนี้สวย อันนี้ห่วย อันนี้ไม่เพราะ อันนี้เจ๋ง อันนี้แปลก อันนี้สนุก
ความรู้สึกพวกนี้ทุกคนสะสมมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์
ทุกครั้งที่เราไปเดินร้านหนังสือ ตอนดูงานกราฟิกหรือเรื่องราวในนิตยสาร
ตอนเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม  เห็นคนตามถนนแต่งตัวเจ๋งๆ ตอนที่เราดูหนัง
เพลงที่เราฟัง ตอนที่เรานั่งคลิกหน้าคอมดูงานกราฟิก ดูเวบกาม เสิร์ชเวบเกย์ ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้มันพอกพูนขัดเกลาเรามาโดยธรรมชาติ

แต่การเรียน มันทำให้เราตั้งคำถามกับสิ่งที่เรารับมาโดยไม่รู้ตัวนั้น เอามันมาแยกแยะ เรียบเรียง ตีค่าใหม่
รสนิยมบางอย่างติดตัวเรามาเพราะเราถูกสังคม(ซึ่งคิดเห็นอะไรตามๆกัน)หล่อหลอมมา
ถูกบริษัทเพลง(ซึ่งผลิตแต่เพลงแบบเดิมๆซ้ำๆ)หล่อเลี้ยงเรามา…ให้เป็นลูกค้าเสียตังค์ให้เขาต่อไปนานๆ
ถูกลูกค้า(ที่ต้องการแต่งานที่ตอบโจทย์ของตัวเอง)กำหนดรูปแบบมา
ถูกตัวอย่างงานกราฟิกที่เราดูทั้งหลายในโลก(ซึ่งก็ดันมีแต่ของฝรั่ง)หล่อหลอมเรามา
ประสบการณ์ทั้งหลาย ปาดป้ายรสนิยมชนิดต่างๆลงบนตัวเราตามใจชอบของมัน
แต่มันเป็นใจชอบของเราแน่เหรอ?

การเรียนนิเทศศิลป์ มันทำให้เราได้สำรวจตัวเอง
อย่างไหนควรรับ อย่างไหนควรทิ้ง อย่างไหนควรตาม อย่างไหนที่เราถูกหลอกมาตลอดชีวิต
เราได้ “รื้อ-สร้าง” ตัวเองใหม่ด้วยมือของเราเอง

วิชาแนวเล็กเชอร์นี้ ยังมีประเภทประวัติศาสตร์ศิลปะ (ตะวันตก ตะวันออก)
ซึ่งก็คงนึกออกกันว่าเรียนอะไร ฟังดูน่าเบื่อ แต่มีประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะมันก็เกี่ยวกับความงามอีกนั่นแหละ นักออกแบบแนวๆในโลกนี้
อาจบอกว่า กูเจ๋ง กูของแท้ กูคือออริจินอล แต่การเรียนพวกนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า
โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่จริงหรอก เราต่างเป็นส่วนผสมของสิ่งที่มีมาก่อนแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่
แล้ววิชาเหล่านี้ก็จะพาเราไปสำรวจการต่อยอดทางศิลปะของมนุษย์ตั้งแต่ภาพเขียนผนังถ้ำ
จนดาวินชี จนแอนดี้ วอร์ฮอลล์ จนศิลปะร่วมสมัย เพื่อที่เราซึ่งเป็นองค์ประกอบชิ้นเล็กๆ
ของโลกศิลปะที่กว้างใหญ่จะกลายเป็นบทต่อไปของประวัติศาสตร์เหล่านั้น

คงต้องขอยืมคำของสาวๆโบราณคดีมาหน่อยว่า ไม่รู้อดีต ไฉนจะคาดเดาอนาคต
งานศิลปะ-ออกแบบ ก็เช่นเดียวกัน หากรู้อดีต เราก็สามารถต่อเติมอนาคตได้ง่ายกว่า
แล้วตอนนี้มีวิชาประวัติศาสตร์ออกแบบนิเทศศิลป์แยกออกมาโดยเฉพาะ
ประวัติของเฮลเฟตติก้า สวิสดีไซน์ บาวเฮาส์อะไรจำพวกนี้มีครบหมด

ต่อไปเป็นฝั่งวิชาหลักคือวิชาออกแบบพื้นฐานของปีแรกๆบ้าง
แต่ยังพิมพ์ไม่สวยงามดีนัก (แถมนี่มันก็ยาวมากแล้วอีกต่างหาก)
ค่อยพบกับตอนต่อไป อย่าเปลี่ยนช่องไปไหนนะครับ

คำนี้เพราะมากครับ อ่านง่าย แต่ทำยาก
คุณจะเรียนศิลปะ หรืออะไรก็แล้วแต่ จำเป็นต้องมีคำนี้อยู่ในสมองครับ

สิ่งสำคัญที่นักออกแบบต้องมี ก็คือ “ความเข้าใจ”
คราวนี้มาฝั่งวิชาหลัก คือวิชาออกแบบทั้งหลายแหล่

ในปีแรกๆ เราจะได้เรียนวิชาออกแบบพื้นฐาน
ซึ่งวัยรุ่นอย่าพึ่งใจร้อนครับว่าจะได้ทำกราฟิกเท่ๆ ปกหนังสือจ๊าบๆ โมชั่นแจ๋วๆ
ที่จะได้ทำคือ พื้นฐานขององค์ประกอบในการออกแบบจริงๆ เราจะได้นำเอา
ทัศนธาตุ(ภาษาไทยมันว่ายังงี้จริงๆนะ) เส้น สี จุด พื้นผิว ฯลฯ
มาประกอบเข้าด้วยกันด้วยโจทย์ชนิดต่างๆ ด้วยวิธีการชนิดต่างๆ
เอามันมาผสมกัน ทับซ้อนกัน ตัดกัน เปรียบเทียบกัน ขัดแย้งกัน สะท้อนกัน ปะทะกัน ฯลฯ
ซึ่งงานพวกนี้ก็เริ่มตั้งแต่สองมิติ ไปจนสามมิติต่อโมเดลทดลองวัสดุชนิดต่างๆ
ยกตัวอย่างงานที่เริ่มจากง่ายๆ ให้เอา จุดวงกลมหนึ่งอัน กับเส้นหนึ่งเส้น
มาจัดวางกันยังไงให้น่าสนใจ มีแค่สองอย่างนั้นแหละ
ไม่มีสีพื้นผิวหรืออะไรอื่นมาเกี่ยวข้อง ทำมาหลายๆแบบ
บางคนก็ได้อธิบายหน้าห้องด้วยว่าน่าสนใจเพราะอะไร
อาจารย์ก็จะเอามาถกกันในห้องว่างานใครเป็นยังไง นิดเดียวแค่นี้ก็วิจารณ์กันได้เป็นวัน
ดูเหมือนเรื่องง่ายๆ แต่พออาจารย์มาวิจารณ์ให้ฟังแล้วรู้สึกว่า
ระหว่างจุดๆเดียวกับเส้นๆเดียวนั่น มันมีอะไรให้เรียนรู้ในนั้นมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

ช่วงเริ่มต้นทุกงานนั้นทำมืออยู่แล้ว แต่หากใครทำกราฟิกเก่งๆมาแล้ว
ขั้นตอนนี้ก็จะทำให้ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้น ปกติกราฟิกที่เราทำสวยๆ
ทดลองอยู่หน้าคอมมาตั้งแต่มัธยม เราก็ทำด้วยการทดลอง
ตามแบบกราฟิกเจ๋งๆที่เราเสิร์ชหาเจอ หรือเปิดหนังสือโฟโต้ฉ็อป
แล้วลองทำตาม หรือหัดเดินเส้นอิลลัสจัดวางเส้น สี
โดยใช้เพียง”ความรู้สึก”ตัดสินเอาว่าสวย ไม่สวย
บางทีวางแล้วบังเอิญสวย บางทีใช้ความสะดวกของโปรแกรม
ลองเปลี่ยนสีไปเปลี่ยนมาจนสวย

แต่การที่องค์ประกอบ สี จุด เส้น ฯลฯ มารวมกันจนเป็นงานกราฟิกสวยๆอย่างหนึ่งนั้น
ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป มีเหตุมีผล ไม่ได้มาจากความบังเอิญ
ไม่ได้มาจากเพียงความรู้สึก ไม่ได้แปลว่าบังเอิญ
หรือใช้แค่ความรู้สึกนำทางไม่ได้นะครับ เพราะถ้าเอาให้ลึกไปอีก
งานกราฟิกประเภท Mistakism-ผิดพลาดนิยมก็ยังมี แต่ทุกคนก็ต้องผ่านระดับพื้นฐานมาแล้ว
ก่อนที่จะเขียนนิยายที่ยิ่งใหญ่ทุกคนต้องเรียนสะกดตัวหนังสือมาก่อนทั้งนั้น
ขั้นตอนนี้คือการเรียนการสะกดตัวอักษรว่ามีสระกี่ตัว วรรยุกต์เท่าไหร่ ผสมยังไงจึงจะเป็นคำ
ถ้าเข้าใจแล้วจะผสมเป็นมหากาพย์หรือเป็นนิยายเล่มละบาทเลยก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน

คนที่เป็นเซียนกราฟิกมาก่อนแล้ว ขั้นตอนนี้จะยิ่งทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น
ลองสังเกตดูก็ได้ครับ ถ้าใครไม่ได้เรียนรู้ขั้นตอนพื้นฐานนี้ เช่นอาจหัดกราฟิกทำเอง
มักจะประสบปัญหามีอะไรขาดหรือเกินในองค์ประกอบของงานอยู่เสมอ
งานขาดรายละเอียด ไม่มีความกลมกลืน ไม่สามารถแก้ปัญหาในเชิงออกแบบได้
หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือปัญหา รู้แต่ว่างานมันดูขาดๆเกินๆ ไม่ลงตัว
เพราะใช้เพียงความรู้สึกจับ

ปัญหาเหล่านั้นผมว่าทฤษฎีพื้นฐานในการออกแบบช่วยได้เสมอ
ผมไม่ได้หมายความว่าคนที่ไม่เรียนจะทำไม่ได้นะครับ อย่างที่ว่าศิลปะนี่
ไม่จำเป็นต้องเรียนในมหาลัยก็ทำได้ บางคนใช้สัญชาตญานล้วนๆ
แล้วงานออกมาเจ๋งก็มาก คนที่เรียนแล้วไม่เข้าใจก็มี เข้าใจแต่ทำไม่ได้หรือทำไม่สวยก็เยอะ
คนที่ไม่ได้เรียนโดยตรงก็เรียนรู้จากหนังสือได้ ตัวอย่างก็มีอยู่มากมาย ซึ่งประเด็นเรื่อง
ความแตกต่างของคนที่เรียนมาโดยตรงกับคนที่ไม่ได้เรียนผมขออนุญาต
ฝากไว้ก่อน เก็บไว้ขยายความโดยละเอียดต่อไป

เอาเป็นว่าใจความของการเรียนออกแบบที่เขามักจะพูดถึงว่า
เป็นคนละอย่างกันกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็อยู่ตรงนี้นี่ล่ะ

ในช่วงปีแรกนี้ เราจะได้ทำกราฟิกเหมือนกันครับ อย่างพวกโปสเตอร์
ปกหนังสือ แพ็กเก็จ โลโก้ แน่ล่ะว่าทำมือทั้งหมด ปีแรกเนี่ยมันคือพื้นฐาน
ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยากจะเรียนทำกราฟิกจะทำคอมเป็นมาทั้งหมดใช่ไหมครับ
ถึงจะสมัยนี้ก็เถอะ ด้วยความเสมอภาคก็ต้องทำมือหมด
ตอนผมเรียน ใครทำคอมมาก็ได้เหมือนกัน แต่จะตัดคะแนนลงเกรดนึง
บางคนก็ยอมทำนะครับ แบบว่าทำมือเผาไม่ทัน ตอนนี้เข้าใจว่ายังไม่เปลี่ยน
เพราะผมก็ยังดูงานให้น้องอยู่(แต่ถ้ามันจะเปลี่ยนหลังจากผมมานี่แล้วก็ไม่รับทราบนะ)
เหตุผลเรื่องทำมือ ทำคอมนี่ ยังมีอีกมาก เก็บไว้เล่าในการเรียนปีลึกๆ

จะมีคำตอบให้…

น้องหลายๆ คน เลือกเรียนศิลปะเพราะ
– ไว้ผมยาวได้ เท่ห์
– ได้ถือกระดานสเก๊ตอัพ
– ได้ถือกล่อง พู่กัน
– แต่งตัวเซอร์ได้ สาวกรี๊ด
– ทำอะไรก็ได้ ที่คณะอื่นเขาไม่ทำ

จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า รุ่นพี่ผม หลายคน
ไม่ได้เหมือนเด็กศิลปะเล้ย บางคนผมสั้นเรียบร้อย
แต่งตัวเนี๊ยบ สะอาดสะอ้าน แต่ฝีมือเนียนสุดๆ

องค์ประกอบรองเหล่านั้น อย่าเพิ่งไปคิดครับ
คิดเรื่องเรียนก่อน ว่าจะตั้งเป้าเอาแบบไหน เรียนสาขาอะไร

นักออกแบบ ต้องหมั่นเข้าห้องสมุด และหาตำราครับ
นั่งเฉยๆ กระดิกตีน มองท้องฟ้า ได้เหมือนกัน แต่มีไม่กี่คนที่ทำได้ครับ ผมรับรอง
ส่วนใหญ่พวกนี้ หลุดกรอบไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์

คุณอยากเก่ง คุณต้องหาพรแสวงครับ จากทุกที่ ผมเชื่อว่า
พรสวรรค์กับพรแสวง วิ่งไปด้วยกัน ถึงจะดีครับ

พอปีสองวิชาออกแบบนิเทศนี่ ได้ทำคอมแล้วครับ
(แต่วาดเส้นดินสอก็ยังวาดกันอยู่นะ) โจทย์คล้ายๆเดิมนั่นแหละ
ก่อนทำเราต้องเอาไอเดียและสเก็ตช์ไปคุยกับอาจารย์ก่อน
ควรเพิ่มเติมตรงไหน อันไหนขยายพัฒนาได้อีก อันไหนควรตัดทิ้ง
กระบวนการเรียนรู้รายละเอียดต่างๆก็อยู่ตรงนี้
การใช้สี เส้น องค์ประกอบต่างๆที่เราเรียนรู้มา
ก็เอามาใช้กับงานตอนนี้ อาจารย์ก็จะคอยจ้ำจี้จ้ำไช
กับการใช้สี เส้น รูปภาพพวกนั้นมาประกอบเป็นงาน ขยับนั่นนิด ขยับนี่หน่อย
เรื่องฟอนต์นั้นมีวิชาแยกต่างหาก วิชาไทโปกราฟี่ ได้เรียนในช่วงนี้แหละ
ตอนผมเรียน อ.โรจน์นี่แหละสอน

วิชาพวกนี้การได้ดูงานเพื่อนก็เป็นการเรียนรู้ที่ถือเป็นส่วนสำคัญมาก
โจทย์เดียวกันใครสามารถทำอะไรออกมาได้บ้าง
ตัวเราคิดออกมาได้แบบนี้ ทำออกมาได้แบบนี้
ของเพื่อนๆแต่ละคนก็คิดและทำออกมาแตกต่างกันไป
มันเป็นทั้งตัวช่วยเปรียบเทียบไอเดีย ฝีมือ เทคนิค ทั้งช่วยกระตุ้นผลักดันเรา
หรือแม้แต่ทำให้เราหมดกำลังใจตายห่าลงเหวไปเลยก็บ่อย
แต่ยิ่งเราได้อยู่ท่ามกลางคนที่ตั้งใจ คนเก่งๆ เจ๋งๆ
ก็ยิ่งผลักดันให้เราพัฒนามากเท่านั้น ดังนั้นที่ที่มีคนเก่ง
รวมกันเยอะๆจะยิ่งช่วยเราได้มาก
แถมหลังจากจบไปแล้ว พวกมันยิ่งช่วยได้มากยิ่งกว่าเก่าอีก

ก่อนขึ้นปีสาม เราจะได้เรียนอะไรรอบๆครบหมดแล้วครับ
ปีสองเทอมสองมันจะมีอะไรให้เรียนครบหมด
ทั้งวิชาภาพประกอบ ถ่ายภาพพื้นฐาน โฆษณาพื้นฐาน สิ่งพิมพ์พื้นฐาน
(กราฟิกนั่นแหละ)และพวกโปรแกรมพื้นๆทั้งหลายแหล่
ตั้งแต่ฉ็อป อิลลัส แฟลช อาฟเต้อ แต่ไม่ได้สอนอะไรมาก
นักหนาหรอกแค่พื้นฐานๆแถมสมัยนี้เป็นกันมาหมดแล้ว
ไม่เป็นก็ดูดวิชาจากเพื่อนเก่งๆเอา พอได้เรียนพวกพื้นฐานรอบๆแล้ว
ก็เป็นอันต้องตัดสินใจแล้วว่า เราจะไปทางไหนเป็นพิเศษเมื่อเข้าสู่สองปีสุดท้าย

ผ่านไปสองปีแล้ว หลังจากนี้ ปีสามเป็นปีส่วนตัวแล้วครับ

ถึงตอนนี้เราจะเน้นไปทางไหน ก็เลือกวิชาตามแต่จะสนใจ
มันมีตั้งแต่ สิ่งพิมพ์(กราฟิก) อนิเมชั่น คอมิค มัลติมีเดีย
ภาพยนต์ ถ่ายภาพนิ่ง ภาพขยับ แฟชั่น-ที่ตอนนี้แยกออกมาเป็นภาควิชาต่างหากแล้ว
เลขนศิลป์สิ่งแวดล้อม(ดิสเพลย์น่ะ) ฯลฯ

ผมก็เรียนนะแฟชั่นเนี่ย กับไอ้วิชาทางอนิเมชั่น โมชั่น ภาพขยับทั้งหลายแหล่
เป็นผลให้ได้เรียนถ่ายภาพตั้งสามเทอม เพราะมันต้องเรียนต่อกัน
ที่ไม่ได้เรียนเลยคือพวกสิ่งพิมพ์ ที่เขาสอนรีทัชระดับสูง
(ดูอาจารย์ทำแล้ว หยั่งกะว่าอาจารย์มีเวทย์มนต์)
การวางเลย์เอาท์ กริด องค์ประกอบทางกราฟิก
สิ่งพิมพ์ต่างๆ ได้ทำนิตยสารทั้งเล่ม แล้วที่น่าตกใจคือ
มีอาจารย์แก่ๆเป็นผู้อาวุโสในวงการสิ่งพิมพ์ไทยท่านหนึ่ง
(แล้วก็เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงมากด้วย สมัยหนุ่มเคยแสดงผลงาน
ในงานศิลปะที่มีงานของแอนดี้วอร์ฮอลล์ร่วมอยู่ด้วย)
แกให้ทำงานกราฟิกจัดหน้าหนังสือแบบมืออาชีพด้วยการทำมือ ก็แบบว่า
ถ้าเป็นเส้นก็ต้องมานั่งขีดเส้น ถ้าเป็นไทโปก็ต้องมานั่งเขียน เขาบอกว่า
ถ้าทำกราฟิกแล้วไฟดับล่ะ จะทำยังไง ซึ่งทุกคนก็ตอบว่า ไฟดับตูก็นอนสิ
คงไม่มานั่งจุดตะเกียงขีดเส้นกราฟิกหนังสือส่งโรงพิมพ์หรอก

เหตุผลจริงๆมีอยู่ว่า ในขณะที่เราใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบนั้น
เราไม่รู้หรอกว่า เราได้พึ่งพามันแค่ไหนที่จะทำให้เกิดองค์ประกอบความงามขึ้น
ของบางอย่างเราก็ไม่มีทางออกแบบออกมาได้ ถ้าไม่รู้ว่า
อ๋อ มันมีเอฟเฟ็คอันนี้อยู่ในโปรแกรมนะ โปรแกรมมันสามารถ
สร้างฟิลเตอร์แบบนี้ได้ด้วยนะ มันทำโกลว ทำดร็อปชาโด้วแบบนั้นแบบนี้ได้นะ
หรือแม้แต่การเลือกสี แค่เลื่อนๆไปมาจนกว่าจะเจอสีที่ใช่
แทบไม่ต้องมานั่งคิดให้เหนื่อยเลย แสดงว่ากระบวนการออกแบบ
มันไม่ได้ออกมาจากตัวเรา แต่มันออกมาจากความสะดวก
และความรู้ในการใช้โปแกรม ไม่เชื่อลองทำดูเล่นๆก็ได้ครับ
ออกแบบและทำกราฟิกทุกอย่างด้วยมือ คิดออกมาเองล้วนๆ ลองดูซิว่า
อะไรที่ออกมาจากความคิดเราเต็มๆนั้น มีอะไรบ้าง
ผมว่านี่เป็นการสำรวจขอบเขตความสามารถในการออกแบบกราฟิก
ของเราได้อย่างเข้มข้นใช้ได้เลย

ส่วนวิชาพวกวาดเขียนการ์ตูนนั้น ก็มีเชิญนักเขียนการ์ตูนหลากหลายแบบมาสอน
คุณชาตินี่สอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร คุณทรงศีลด้วย คุณเซียด้วย
พี่คำป้อนผู้กำกับก้านกล้วย(แต่ตอนผมเรียนแกพึ่งกลับมา
ยังไม่ได้ทำก้านคออะไรทั้งนั้น) คุณสกาลก็ด้วยนะ
เมื่อก่อนมันอยู่ในวิชาภาพประกอบ แต่ตอนนี้มันแยกมาเป็น
วิชาเขียนการ์ตูนโดยเฉพาะแล้ว

ส่วนไอ้วิชาภาพประกอบก็สนุกมาก อย่างมีบางงาน อาจารย์ให้ไปข้าวสาร
แล้วเสก็ตช์อะไรก็ได้มา บ้างก็เสก็ตช์เจ๊อ้วนคนดำ สาวฝรั่งนมโต ร้านกาแฟ
ฝรั่งหนุ่มในร้านหนังสือเก่าๆ เด็กพั้งแซ็บๆ แมงสาบ รองเท้ามือสอง อะไรก็ได้
หลังจากนั้นอาจารย์ถึงบอกให้ผูกมันเป็นเรื่อง
แล้วเอาสเก็ตช์พวกนั้นมารวมกัน จัดวางเรื่องราวขียนเป็นภาพประกอบ
ให้เขียนเขียนเรื่องประกอบด้วย อ่านของแต่ละคนฮาดี
เพราะทีแรกที่ออกไปนั่งสเก็ตช์ ไม่มีใครรู้ว่าจะเอามาทำอะไร
แต่ละเรื่องเลยมั่วไปหมด สายวิชาอิลลัสเตรชั่นนี่ประสบความสำเร็จเอามากๆ
พวกงานการ์ตูนหน้าพระลานก็เป็นส่วนหนึ่งของสายนี้นี่แหละครับ
การ์ตูนที่เอามารวมเล่ม ก็มาจากงานเรียนนี่แหละ
ผมเคยเห็นการ์ตูนงานเรียนวิชานี้ของคุณทรงศีลด้วยนะครับ
สไตล์คุณทรงฯเขาชัดแจงแวงมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย

ส่วนวิชาทางโมชั่น อนิเมชั่นวิชาหนัง วิชากำกับหนัง
ก็สอนอย่างที่จะนึกออกนั่นแหละครับ วันๆก็ให้ดูหนัง
แล้วนั่งเขียนวิจารณ์ส่ง เรียนสบายมากๆ ไม่มีอะไรถูก ไม่มีอะไรผิดเลย
เขียนอะไรไปก็ได้คะแนน อาจารย์ไม่เคยบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด
อะไรดี อะไรไม่ดีเลย แค่มาเปิดหนังดูกันแล้ววิจารณ์มันไปด้วยกัน
งานที่ให้ทำส่งก็แหงล่ะว่า ต้องให้ทำหนังสั้นส่ง กับให้ทำอนิเมชั่นสั้นส่ง
และอนิเมชั่นหนังสั้นการบ้านพวกนี้นั้น เราสามารถทำอะไรก็ได้
ไม่มีโจทย์อะไรให้ คืออยากทดลองห่าเหว บรรเจิด
ใหญ่โตอลังการติสต์แดกแค่ไหน ทำไปเลย เป็นช่วงเวลาที่รู้สึก”มันมือ”ที่สุด
นึกไม่ออกเลยว่า มีช่วงชีวิตไหนอีกไหม ที่จะได้ทำอะไรตามใจอยากได้ขนาดนั้นอีก
ปกติเรามักจะบ่นกัน อย่างตอนมัธยมเราอยากทำงานพวกนี้เราก็บ่นว่า
ติดเรียน ไม่มีเวลา ต้องเตรียมเอ็น พอเข้ามหาลัยใหม่ๆก็ติดว่าเราไม่รู้เทคนิคทำไม่เป็น
หรือโจทย์อาจารย์บังคับ ข้ออ้างเยอะแยะไปหมดที่ทำให้เราไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
แต่ตอนนี้นี่ เราไม่มีข้ออ้าง ข้อจำกัดอะไรเลย มีแค่เรา กับงานที่เราอยากทำ
ข้อจำกัดมีแค่อย่างเดียวคือ ” มึงไม่เก่งพอ! “

ดังนั้นปีสาม ทุกวิชาคือแบบลงลึกรายละเอียด
สไตล์ใครจะออกมายังไงก็เห็นกันหมดในตอนนี้แล้ว
รางวง รางวัลส่วนใหญ่ก็ได้กันตอนนี้แหละ ใครจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรแน่
เราจะเป็นใครหรือไม่เป็นใครแน่ เราไม่มีข้อแก้ตัวอะไรอีกต่อไปแล้ว

วิชาแกนคือ วิชาออกแบบนิเทศในปีสามนี่ ก็เป็นอะไรที่หินเอาการ
มีขึ้นเพื่อสำรวจขอบเขตของการออกแบบว่ามันกว้างขวางแค่ไหน
และเราจะไปยืนอยู่ตรงไหนของมัน ยกตัวอย่างงานก็เช่น เปิดเพลงคลาสสิคให้ฟัง
(อันนี้รสนิยมส่วนตัวแกมากๆ) แล้วให้เราทำกราฟิกภายในคาบตามเพลงที่ได้ยินให้เสร็จ
ไปห้องสมุดแล้วเลือกถ่ายเอกสารรูปอะไรมาก็ได้ที่คิดว่าสวย พอเอามาแล้วแกก็บอกว่าให้
เอามาทำเป็นกราฟิกในคาบให้เสร็จ ประมาณว่าทดสอบรสนิยมการเลือก
และใช้สิ่งที่เราชอบหรือรสนิยมพวกนั้นมาทำอะไรได้บ้าง แบบสดๆในเวลาที่กำหนด
สไตล์งานประเภทยาวๆหลายอาทิตย์ก็เช่น แกจะมีภาพที่มีเส้นหยัก
เส้นตรงชนิดต่างๆขีดอยู่มั่วไปหมดหลายแบบ เลือกเอาตามใจชอบ
แล้วให้เราเอากระดาษลอกลายเลือกลอกเส้นไหนมาก็ได้
แกไม่บอกด้วยว่าทำทำไมและจะให้ทำอะไรต่อไป พอเราเลือกมาแล้ว
ก็ให้เราเอาองค์ประกอบที่เราขีดๆมาเหล่านั้นมาเติมสีทำมือ
ว่ามันเป็นอะไรได้แค่ไหน อาทิตย์ถัดไปก็ให้เอาเค้าโครงเส้นสีพวกนั้น
มาพัฒนาต่อ ตอนนี้อาจารย์ไม่ได้มีหน้าที่บอกเราแล้วนะครับ
ว่าเราควรจะใช้สีแบบไหน ขยับองค์ประกอบไปทางนั้นนิด ทางนี้หน่อยไหม
เขาสอนให้เราเข้าใจมาแล้ว ว่าอะไรคือความสวย ที่อาจารย์ทำคือแค่แนะวิธีการ
ดูภาพรวม เสนอแนะความเป็นไปได้ จนสุดท้ายงานนี้ก็เอาไปทำ
เป็นกราฟิกผสมผสานกับภาพ ตัวหนังสือ พื้นผิว ฯลฯ ปริ้นลงวัสดุแบบไหน
หรือทำเป็นสามมิติยังไงก็ได้ให้เป็นงานออกแบบที่สมบูรณ์

นั่นคืองานที่ทดลองในเชิงวิชวลแบบเข้มข้น เอาแบบสำรวจกระบวนการคิดก็เช่น
มีงานนึง อาจารย์มีกระป๋องใส่รูปภาพเล็กๆไว้เป็นร้อยๆรูป ทุกคนจับฉลากมาคนละสองรูป
ได้อะไรขึ้นมาก็เอาอันนั้นไปทำเป็นงาน งานอะไรเหรอครับอาจารย์
“งานอะไรก็ได้” อาจารย์ตอบ ไอ้รูปที่ว่านี่ เช่น บางคนได้เสาไฟฟ้ากับเส้นผม
บางคนได้รูปแขนกับรูปคลื่นสัญญาณน้ำตกกับซีดี ฯลฯ อะไรก็ได้ที่อาจารย์ว่านั้น
กว่าจะไปถึงมันทำให้เราสำรวจเชิงวิธีคิดมหาศาลเลยเลยทีเดียว

การเอาของสองสิ่งที่ไม่เกี่ยวกันมารวมกันเป็นงานออกแบบงานนึง
มันทำให้เราต้องทดลองเอามันมาผสมกัน เกี่ยวข้องกัน เปรียบเทียบกัน
ขัดแย้งกัน ปะทะกัน ทำซ้ำกัน แบบเดียวกับการจัดวางองค์ประกอบทางกราฟิก
แต่นี่มันคือการจัดองค์ประกอบทางความคิด มันจับต้องไม่ได้มองไม่เห็น
แบบวงกลมสี่เหลี่ยม มันจึงเป็นการทำงานของสมองล้วนๆ
ก่อนหน้าจะเอามันมารวมกันนั้นยังต้องเลือกด้วยว่า จะใช้ความหมายชนิดไหนของรูป
เพราะอ.ก็ไม่อธิบายว่ารูปนั้นมันมีความหมายอะไรแน่ อยากจะเลือกความหมายแบบไหน
มาทำอะไรกับอีกอันก็เลือกเอาให้มันน่าสนใจก็พอ เขาสนใจกระบวนการตรงนี้
ส่วนปลายทางมันจะเป็นอะไรก็ได้

ของผมน่ะเหรอครับ ผมได้รูปอินเดียนแดง กับแว่นขยาย
ลองนึกเล่นๆดูว่าจะเอาไปทำเป็นอะไรได้บ้าง ที่พอจะ
จำได้ของเพื่อนอย่างไอ้รูปแขนกับคลื่นสัญญาณนั่น
ก็ทำโปรดักต์โทรศัพท์ดรัมเบลเพื่อเตือนให้คุยกับคนไกล้ชิดมากขึ้น
ใช้โทรศัพท์น้อยลง บ้างก็เอามาทำเป็นเกมแฟลช อนิเมชั่น เขียนเป็นการ์ตูน
คอมิกเป็นเรื่องเป็นราว ทำเป็นอัลบั้มรวมเพลง(อันนี้พวกนักฟังเพลง) ร้านอาหาร
บ้าน งานโฆษณา งานปั้นโมเดล พ่นกราฟิตี้ บางอย่างก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ฯลฯ

ของผมเดาออกบ้างไหมครับ อินเดียนแดงกับแว่นขยาย
ว่าผมเอามันมาเกี่ยวข้องกันยังไง ทีแรกผมก็คิดไว้หลายอัน
แต่ทุกอันผมคิดว่าถ้ามันยังเป็นอะไรที่ตัวเองพอจะนึกออกในเวลาไม่นาน
แสดงว่าคนอื่นต้องนึกออกด้วยสิ ก็เลยทิ้งไปหมด
แล้วตั้งใจว่าจะคิดอะไรที่ไม่มีใครคิดออกแน่ๆ
สุดท้ายเอามาทำเป็นนิยายผสมภาพประกอบ
เนื้อหาของเรื่องมาจากการเอาของสองอย่างมาเปรียบเทียบว่า
ในขณะที่อินเดียนแดงชั่งน้ำหนักประเมินสรรพสิ่งบนโลกด้วยความรู้สึก
เช่นดอกไม้สวย ผืนดินไม่มีเจ้าของ คนขาวไม่มีทางมาครอบครองได้
คนขาวกลับมองโลกด้วยวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง
แว่นขยายคือสัญญลักษณ์ของการมองโลกแบบนั้น
เพราะเมื่อเราเอาแว่นขยายไปส่องดอกไม้ที่ว่าสวยงามนั้น
เราจะเห็นข้อเท็จจริงว่ามันเป็นแค่การรวมตัวกันของเซลล์
และผืนดินสามารถมีเจ้าของได้ด้วยการยึดครอง
แล้วก็ผูกเรื่องจากไอ้วิธีคิดนี้นี่แหละครับ แอบอ้างอิงเจ้าชายน้อยนิดหน่อยที่ว่า
สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา ทำให้ตอนไปเสนอนี่ใช้เวลาคุยกับอาจารย์นานมาก
(อาจารย์ท่านนี้ก็นักคิด นักอ่าน) แต่ปัญหาคือ ดันใช้เวลาคิดบรรจงเขียนนานไปหน่อย
พอตอนตัวงานออกแบบจริงๆเลยออกมาเห่ยเลย สม

การเรียนทั้งหมดที่ว่ามามันเหมาะอยู่แล้ว สำหรับคนที่จะมาเป็นนักออกแบบ
ทั้งได้สำรวจขอบเขตของการออกแบบ มองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ
คิดค้นหาอะไรใหม่ๆ ในการออกแบบ จากโจทย์อภิมหาหลากหลายที่เราต้องฟันฝ่า
และทุกโจทย์ก็ตั้งไว้ว่าเราจะต้องได้อะไรบ้าง จนครบถ้วนทุกกระบวนการ
ที่นักออกแบบสักคนหนึ่งต้องมี มันจึงตอบโจทย์การจบออกมา
เป็นนักออกแบบทุกชนิดอยู่แล้ว ยิ่งความเข้าใจเรื่องความงามนั้น
เข้าใจแล้ว เข้าใจเลย ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้
และเราจะเอาไปประยุกต์ทำอะไรก็ได้ มันเป็นความเข้าใจที่ถูกขัดเกลา
ถูกทดสอบด้วยโจทย์ ด้วยอาจารย์ ด้วยเพื่อนๆรุ่นพี่และด้วยผู้คนชนิดต่างๆ
มาตลอดหลายปีแล้ว จึงเป็นความเข้าใจในความงาม-รสนิยมที่ซับซ้อน
(หรือบางทีเรียบง่าย) ไม่ต่างจากหมอที่เข้าใจความซับซ้อนของเส้นประสาทมนุษย์
วิศวกรที่เข้าใจความซับซ้อนของเครื่องยนต์กลไก
หรือนักดาราศาสตร์ที่เข้าใจความกว้างใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล

แต่มันยังมีอะไรให้เราขุดค้นอีกมามายหลายแบบมากกว่านั้นนะครับ
อย่างเพื่อนหลายคนที่เป็นประเภท “เกิดมาแนว”
ไม่ได้ต้องการหาอะไรมาตอบโจทย์อะไรทั้งนั้น
รู้แต่ว่าตูต้องการอะไรอย่างเดียว บางคนพอเข้าใจอะไรๆทั้งหมดแล้ว
ก็ละทิ้งมันทั้งหมด ใช้อารมณ์และสัญชาตญาณดิบตัดสินเอาอย่างเดียว
กูไม่สนอะไรความสลับซับซ้อนห่าเหวจักรวาลๆของมึงที่ว่ามาทั้งนั้น ไอ้เก้อ
บางครั้งโกวเล้งยังว่า จอมยุทธยามเมื่อฝึกเพลงกระบี่เจนจบแล้ว
ก็กลับทำลายพลังลมปราณ เผาคัมภีร์ ละทิ้งกระบี่
กลับไปใช้กิ่งหลิว แต่เมื่อผ่านกระบวนการอะไรๆทั้งหลายมาแล้ว
ความเข้าใจมันติดตัวมันติดมือเราไปแล้ว เมื่อกระบี่อยู่ที่ใจแล้ว
แม้จะใช้อารมณ์ยังไง เราก็ยังเห็นรากฐานและทักษะที่แน่นหนาอยู่
กิ่งหลิวก็ไม่ต่างจากยอดกระบี่เลย

แต่เดี๋ยวก่อนครับ ผมพูดคำว่าเด็กแนวไปใช่ไหมครับ ขออภัยด้วย
โปรดลืมภาพเด็กแนวเท่ๆขาเดฟไปก่อน เพื่อนที่ผมว่ามันแน้วววววววววแนวนั้น
ไม่ได้มีรูปลักษณ์ภายนอกเท่ๆอะไรทำนองนั้นเลย บางคนก็เป็นอยู่หรอก
แต่บางคนนี่ เราไม่มีทางดูออกแน่ๆ แม่ง ซกมกชิบหาย
แต่ตัวตนข้างในกับสิ่งที่มันทำนี่ พวกมัน”จริง”กับสิ่งที่ทำ
เสียจนผมอยากจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆว่า ไม่ต่างอะไรกับคนบ้าเลยล่ะครับ
(ที่บ้าจริงๆก็พอมี)

ถ้าหากว่าคุณเป็นแบบนี้ เป็นมนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยสไตล์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน
สิ่งที่จะได้จากการเรียนคือ เราจะได้รู้ว่า สไตล์ที่เราว่าเราเป็นนั้นมันเข้มแข็งแค่ไหน
เมื่อเจอโจทย์ที่ทดสอบเราหลากหลายรูปแบบ เราจะนำสไตล์เราไปปรับใช้กับมันได้ยังไง
สไตล์ของเรานั้นมันมันมีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน งานที่หลากหลายจะพาเราไปสำรวจ
สไตล์และตัวตนเราทั้งในทางลึกทางกว้าง ทั้งในเชิงเนื้อหาและรูปแบบ
หรือไอ้ที่เราเรียกว่าสไตล์นั้น เป็นแค่เพราะว่าเราไม่กล้าทำอย่างอื่น
ไม่ลองอย่างอื่นหรือเปล่า? เราของจริงกับมันแค่ไหน?
เพราะบางงานมันทำลายความมัั่นใจในความคิดของเราลงอย่างราบคาบเลย
หยั่งกับว่าเขาตั้งใจคิดงานพวกนั้นมาล้างผลาญความเซ้วของเราโดยเฉพาะ!

จากตอนที่แล้วกับช่วงเวลาแห่งการล้างผลาญความเซ้ว
ข้อนี้ก็ได้เจอมากับตัวเอง ที่ผ่านมาค่อนข้างมั่นใจในความคิดและวิธีการตัวเอง
เพราะเห็นว่ามันมาจากการคิดที่ประกอบด้วยที่มาที่ไปรอบด้านครอบคลุม
ไม่ได้มาจากความรู้สึกผิวเผินขาดเหตุผลว่าตัวเองต้องทำอะไรถูกเสมอ ผิดได้ ไม่กลัว
มันจึงเป็นความมั่นใจที่ฝังลึกมาก ซึ่งอันนี้ผมเดาว่าน้องหลายๆคนที่ทำงานเก่งๆตั้งแต่มัธยม
ก็มีความมั่นใจที่ลึกระดับนั้นอยู่ บางทีอาจจะลึกกว่าผมด้วยซ้ำ
เพราะอายุเท่านั้นผมทำอะไรแบบนั้นไม่เป็น
(ข้อนี้ใครร้อนตัวรับก็รับไปนะครับ พอดีพี่แอนเอาไปออกหน้าแรก
ประชาชนทั่วไปน่าจะอ่านเยอะ เลยไม่กล้าเอ่ยชื่อ กร๊าก)

ยิ่งหลายคนทำงานได้ระดับมืออาชีพ ฝีมือเจ๋ง มีผลงานแพร่หลาย
มันย่อมสร้างความมั่นใจให้แน่ๆอยู่แล้ว ว่าที่เราทำนั้นถูกต้อง
จึงย่อมจะเป็นความมั่นใจที่ลึกมาก แต่เอาจริงๆไหมครับ ในวัยเท่านั้นผมก็ยังเชื่ออยู่ดี
ว่าผมมั่นใจมากกว่า ผมมั่นใจในวิธีคิดและ”การสั่งสมรสนิยม”ของผมสุดๆ
ต่อให้เทียบกับน้องๆหลายคนในนี้ ที่เก่งกว่าผมแน่ๆในวัยเท่าๆกัน
ผมก็ยังเชื่อว่าผมมั่นใจกว่ามากอยู่ดี

ยกตัวอย่างให้ฟังชัดๆ ตอนเรียนมีงานเรียนหลายงานเหมือนกัน
ที่ผมส่งอาจารย์ด้วยการเขียนวิจารณ์อาจารย์ลงไปเต็มข้างหลังบอร์ดงาน
มีทั้งเขียนตั้งคำถามสงสัยการสอน ทั้งตั้งใจเขียนด่าเลย
ถึงจะใช้คำสุภาพแต่ความหมายรุนแรงเอามากๆ
ไม่ได้ด่าเรื่องการกระทำอะไรเลยนะครับ อันนั้นไม่มีปัญหา ผมด่าสิ่งที่สอนเลย
เรื่ืองเกรดนี่เรื่องสุดท้ายเลยที่จะนึกถึง ถ้าเราคิดว่ามันไม่ถูก ก็ต้องแสดงออก
ซึ่งสิ่งที่เขียนไปช่วงนั้นผมก็ได้เข้าใจทีหลังว่าตัวเองเข้าใจอะไรผิดๆไป

อีกงานที่มารู้ตัวทีหลังว่าตัวเองผิดเหมือนกัน แต่ผิดคนละแบบ
คือมีงานวิชาสอนไอเดียครีเอถีบ อาจารย์เขาให้ครีเอถีฟมีชื่อท่านหนึ่งมาสอน
แล้วเขาตั้งโจทย์ให้เราคิดโฆษณาทีวี โปรดักต์คือพระเครื่อง
จุดประสงค์คือ ให้บอกว่าพระเครื่องมีขายที่เซเว่นแล้ว
แน่ล่ะว่าผมไม่เห็นด้วยที่จะเอาพระมาขาย
แค่ที่วางขายตามถนนก็ไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ก็เลยไม่ยอมทำงานนั้น
พอดีมีเพื่อนผู้หญิงในห้องคนนึงซึ่งไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
(แต่ไม่ได้เป็นคนธรรมะอะไรเลยนะ)
มันส่งงานเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นเขียนบอกอาจารย์ว่าไม่ยอมทำงานนี้
เป็นนักออกแบบก็ใช่ว่าจะขายวิญญาณ ให้เงิน ให้ทุนนิยม สนองโจทย์อะไรก็ได้
ที่มันขัดสามัญสำนึกเรา ผมก็เลยเอามั่งแต่คำไม่เท่เท่ามัน

อันนี้มันเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ถึงตอนนี้ทุกท่านคงค้นพบแล้วว่าผมคิดผิด
แต่ผิดแบบว่า ดูซิ จตุคาม ตื้อ ดื่อ ทั้งเซเว่นทั้งสเวนเซ่น สังคมยอมรับกันซะขนาดนี้
นี่แสดงว่าอาจารย์เขามองการณ์ไกลจริงๆ โอยยย ผมขอโทษครับจารย์
(กลับใจตอนนี้หวังว่าพ่อจตุคามท่านคงไม่มาหักคอผมนะ)

นอกเรื่องไปนิด แต่ก็นั่นแหละครับตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
ความเซ้วอันฝังลึกนั่น ก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่มีบกพร่อง

แต่ครับ แต่! ถึงจะพกความมั่นใจมาล้นถังขนาดนั้น ในช่วงที่ต้องเรียนมาถึง
เนื้อหาในระดับ”ขุดลึก”แล้ว เมื่อเจอบางงาน หรือคำวิจารณ์บางอย่างของอาจารย์
มันเหมือนกับมีส้นเท้ามาตบที่หน้าเราฉาดใหญ่!
และว่า “ไอ้ที่บอกว่ามึงแนว มึงเจ๋ง มีสไตล์ตัวเองเนี่ย
ที่แท้ก็แค่มึงไม่รู้ว่าจะทำอย่างอื่นยังไง! ”
และ “ที่แท้ มึงก็กลวงเปล่า!”

มันเล่นเอาเราเซถลา หน้าชาไปเลย แม้แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่คนๆนึงจะมีอย่าง”สไตล์”นั้น
กลับกลายมาเป็นกรงขังความคิดสร้างสรรค์เสียเอง
มันเป็นปมปัญหาเกี่ยวกับตัวตนของเราที่ฝังอยู่ลึกมาก
สิ่งนี้ย่อมส่งผลออกมาถึงงานออกแบบที่ติดแหง็ก คล้ายกับเจอทางตัน
ปลายสุดของทางเท่าที่อีโก้โง่ๆแบบนั้นจะส่งเรามาถึงแล้ว

เราเข้าใจว่าตัวเราเป็นดักแด้ที่เติบโตเต็มที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เจ๋งที่สุด
เรานอนพุงกางมั่นใจอยู่ในกรอบ-ในเปลือกที่สร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง-ไอ้ดักแด้โง่ๆตัวนั้น

มันจึงเป็นขั้นตอนที่เราต้องเลือก ว่าจะจมปลักอยู่ในรังต่อไป
หรือยอมเจ็บปวดกับการปริแตกของเปลือกที่ห่อหุ้ม ละทิ้งความมั่นใจโง่ๆ
เพื่อที่จะบินสู่โลกที่กว้างกว่าจริงๆเสียที จะเรียกสิ่งนี้ว่า “การเติบโต” ก็คงได้

แต่กว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ กว่าเราจะรู้ตัว ก็ต้องก็อาศัยขั้นตอนฝ่าฟันทำงานทั้งหลายแหล่
ผ่านเพื่อน อาจารย์ รุ่นพี่ ผู้คนรอบข้าง วิถีชีวิตยาวยืดที่ว่ามาทั้งหมดเสียก่อน
ตรงนี้ผมนึกไม่ออกเลยว่า ถ้าผมไม่ได้เรียนออกแบบนี่ ไม่ได้ผ่านอะไรพวกนั้นมา
ผมจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้ด้วยวิธีการไหน ยิ่งไปกว่านั้น ผมจะผ่านมันไปได้ยังไง

ที่ว่ามามันเกิดขึ้นช่วงปีสาม ที่ทั้งผม ทั้งเพื่อนทุกคนก็เอาแต่พูดคุยกันเรื่องนี้
ความงุนงง สงสัย ขุ่นแค้น ในสิ่งที่เรียนมา ในตัวอาจารย์ ในตัวเราเอง
ในพัฒนาการของผลงานของเราเอง มันตีกันวุ่นวายไปหมด
นึกถึงบทสนทนาของผมกับเพื่อนๆในช่วงนั้น มันแทบจะเป็นสงคราม
ที่คุกกรุ่นตลอดเวลา สิ่งนี้มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
กระบวนการความคิดทั้งหมดที่ผมว่ามาก็เช่นเดียวกัน
มันไม่ได้เดินเรื่องชัดเจนเหมือนที่เขียนหรอก  เมื่อเวลามันผ่านไปแล้วนั่นแหละ
เราจึงสามารถหาคำอธิบายให้มันได้ เพราะในช่วงเวลานั้นความคิดทั้งหลาย
มันค่อยๆสะสม ค่อยๆก่อตัว ค่อยๆพังทลาย ค่อยๆคลี่คลาย
ขณะที่เรานั่งกรีดบอร์ดพรีเซ้นงาน ตอนที่เรานั่งกินเหล้าคุยกับเพื่อน
ตอนที่เราคลิกเมาส์ทำงานเงียบๆอยู่หน้าคอมนั่นแหละ

จนกระทั่งต่างคนก็ต่างหาคำตอบให้ตัวเองได้
ต่างคนก็ต่างเข้าใจ ซึ่งไม่มีใครเหมือนกันแน่ๆ
ไอ้ความเข้าใจในตอนนี้แหละครับ ที่จะเป็นตัวตัดสินอนาคตของแต่ละคน
ว่าเราจะกลายเป็นใครต่อไป…

 

3 responses to “ทำไมต้องเรียนออกแบบ?

  1. apotastucu

    วันพุธ, กุมภาพันธ์ 20, 2008 at 3:45 PM

    ขอบคุณมากนะคะ
    อ่านมา 2 วัน (หาเวลาอู้งานอ่านไปด้วย)
    ได้อะไรตั้งมากมาย อยากไปเรียนด้านนี้บ้างจัง แต่ตอนเอนท์รู้ตัวดีว่า ไม่มีสไตล์ดั้งเดิม
    ไม่มีพรสวรรค์ และพรแสวงก็น้อยเกินไป ก็เลยตัดสินใจเอนท์ด้านอื่นดีกว่า

    ถามตอนนี้ให้เลือกใหม่ ก็อยากจะลองเอนท์เข้าดูเหมือนกันนะ
    หรือไม่ก็ไปลงวิชาเรียนไว้ 55 สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ทำไรไม่ได้แล้วอะเนอะ

    แต่ว่าขอบคุณมากจริงๆนะคะ สิ่งที่คุณเขียนทำให้นึกถึงสิ่งที่เคยฝันไว้
    แม้ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่เราฝันไว้มากมาย เราอยากทำอะไรกันแน่ และจะเป็นได้หรือไม่
    แต่ก็คงต้องลองทำดู ทำแล้วเอาให้คนรอบข้างดู ไม่ได้ทำเป็นอาชีพ (อย่างน้อย ก็คงไม่มีคนมาด่าให้เสียเซ้วได้รุนแรงขนาดนั้นอะเนอะ) ^^

     
  2. เจ็ก

    วันอังคาร, กันยายน 9, 2008 at 11:40 AM

    เชื่อว่าทุกสิ่งไม่ได้มาง่ายๆ อยากเป็นแต่ไม่อยากทำ อยากทำแต่ไม่กล้าลอง
    จริงๆแล้วอยากเรียนออกแบบแต่ตอนนั้นรอบกายมันมีอแต่อาชึพที่มองเห็นชัดเจนคือ
    การเป็นข้าราชการ แต่พอได้เริ่มเรียนมหาลัยและก้าวออกมาจากโลกที่แคบมันทำให้เราเห็นทาง
    หลายทางแต่ก็ยังไม่รู้อีกว่าจะไปทางไหนจน4ปีผ่านไป จิตวิทยาก็เป็นทางหนึ่งที่เราเลือกมัน
    แต่ตลอดเวลาในความรู้สึกเราอยากสรรสร้างสิ่งหลายอย่างด้วยมือของเราเอง
    …การออกแบบเป็นทางเลือกหนึ่ง…. ขอบคุณข้อความ ขอบคุณจริงๆๆๆๆ

     
  3. sufju

    วันพุธ, กันยายน 29, 2010 at 11:27 AM

    ขอบคุณมากๆ สำหรับข้อมูลและประสบการณ์ตรงดีๆ ที่แบ่งปัน

    ผมอายุขึ้นเลข 3 แต่ความคิดและความรู้สึกมันยังไม่ยอมเลิกแสวงหาตัวตนและการงานที่ให้ความหมายในบริบทที่เป็นตัวเรา ผมก็คงจะเป็นอย่างคนส่วนใหญ่ที่ในช่วงแรกเริ่มวิ่งบนลู่ความเป็นมนุษย์นั้น มองไม่ออกจริงๆ ว่าเราต้องการเป็นอะไร มีเพียงแต่ความรู้สึก อันนั้นใช่อันนี้ไม่ใช่

    รู้แต่เพียงว่าตนเองชอบความงาม ซึ่งมันก็เป็นเพียงละอองควันความรู้สึกที่ซึมผ่านกรอบทั้งหลายแต่ไม่รู้จะทะลายมันออกไปอย่างไร

    ขวบปีที่เหลืออยู่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถจัดแจงชีวิตให้ลงช่องเหมาะเจาะเช่นใส่รองเท้าถูกเบอร์

    กลัวอย่างเดียวคือ ไอ้ความรู้สึกอยากทำงานศิลปะ สำแดงความคิดสร้างสรรค์ ที่สะกิดหัวใจอยู่ตลอดเวลานั้น หากได้เรียนจริงและทำจริงๆ มันจะไม่ใช่คำตอบที่ค้นหา

    ขอบคุณอีกครั้ง ขอบคุณมาก

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: