เย้ๆ วันนี้ดีใจสุดๆเลย ในที่สุดก็ได้ปิดเทอมสักที
ทั้งๆ ที่สอบวิชาสุดท้ายเสร็จมาตั้งแต่วันอังคารที่ 16 โน่น
แต่ก็ต้องไปทำงานที่คณะทู้กวัน
งานที่ทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Electronics เฮ้อ 10 คะแนน
(อย่างน้อยก็ได้มา 7.5 คะแนนก็ยังดี)
จนวันนี้เป็นวันส่งงานชิ้นนั้น ซึ่งก็ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์หรอก
แค่ว่าพอแล้ว ไม่ทำแล้ว ผมจะส่งแล้วครับอาจารย์
จริงๆแล้วไม่อยากทำ้ตั้งแต่สอบเสร็จแล้วเหอะ
เทอมที่ผ่านมารู้สึกว่าเรียนหนักจังเลยอ่า แง๊ๆ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็ได้ปิดเทอมสักที ได้หยุดพัก 4 วัน
เพราะวันจันทร์ที่ 29 นี้ก็เปิดเทอมใหม่แล้ว แง๊ๆ (อีกที)

เอาล่ะ เข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า
เรื่องก็มีอยู่ว่า
เมื่อเช้านี้นะครับ
ผมก็นั่งรถไปคณะตามปกติ
(มันไม่ปกติซะหน่อย ปิดเทอมแต่ต้องไปส่งงานอิเล็คฯอะ TT เหอๆ)
ระหว่างทางครับ วิทยุสถานีหนึ่ง(คือเปลี่ยนฟังอยู่4สถานีอะ)เปิดเพลงอะไรสักเพลงอะ
เนื้อหาเกี่ยวกับคนคนนึงที่จะยังรักอีกคนนึงไม่เปลี่ยนแปลง
ประมาณว่าไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรฉันก็จะรอเธออยู่ตรงนี้ (มั้งนะ)
นั่นแหละผมก็คิด(เป็นไรมะรู้ จู่ๆก็ิคิด)ไปถึงว่า
อื่มนะ เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าเลยเน้อ มองไปกี่ทีก็ยังคงอยู่บนฟ้าอย่างนั้น
(เอ..ไม่แน่ใจว่าอยู่ในเนื้อเพลงด้วยป่าวนะ จำมะได้อ่า..)
อื่มนะ ยังไม่พอครับ คิดต่อครับ(ได้อีกครับ)
เอ่อนะ มันคล้ายๆกับ Retarded Potential
ที่เราเรียนในวิชา Electromagnetism นิ
(Retarded Potential คือประมาณว่า
ศักย์ไฟฟ้าที่เราวัดได้จาก Source ที่เราสนใจนั้น
มันเป็นข้อมูลจากอดีต เพราะข้อมูลนั้นต้องใช้เวลาในการเดินทางมาถึงผู้วัด)
จริงๆแล้ว ไอ้ดาวที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้นมันเป็นข้อมูลในอดีตนะ
แสงต้องใช้เวลาเดินทางพาข้อมูลมาให้เราเห็นนะ
อื้ม.. ตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้างนะ กว่าแสงจะส่งข้อมูลของมันมาให้เราเห็น
ก็ใช้เวลาหลายล้านปีแสง อื้ม.. ตอนนี้มันจะยังมีชีวิตอยู่มั้ยนะ แง่มๆ
อื้ม.. ก็คิดต่อไปอีก(โอ้ว.. ยังได้อีก) เอ แล้วไอ้รถคันข้างหน้าเรานี่ล่ะ
(พอดีรถกำลังติดไฟแดงอยู่อะ)
มันเป็นข้อมูลในอดีตมั้ยนะ ถ้าเป็น ตอนนี้มันจะไปอยู่ไหนกันนะ
เอ.. แต่ระยะห่างระหว่างรถเขากับรถเราก็ไม่กี่เมตร
อัตราเร็วของแสงในอากาศประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
อื้่ม งี้ก็ใช้เวลานิดเดียวเอง แล้วเอ๊ะ มันก็ยัง Retarded อยู่ดีนั่นแหละ
ให้มันเป็นแบบ Real Time เลยไม่ได้หรือไงนะ
อื่ม.. ถ้างั้นเวลาที่ใช้เดินทางมาก็ต้องเป็น ศูนย์
แสดงว่า อัตราเร็วของแสงในอากาศก็ต้องเป็นอนันต์สิ อ่านะ
แต่ว่าไอน์สไตน์บอกไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพว่าแสงมีอัตราเร็วที่จำกัด
คือในสุญญากาศจะมีอัตราเร็วประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
(เป็น postulate หนึ่งที่ไอน์สไตน์ว่าไว้)
อื้มนะ.. มันมีข้อจำกัด
แล้วจริงๆแล้วข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเนี่ย มันเป็นเพราะ ธรรมชาติจำกัดมันไว้อย่างนั้น
หรือว่า มนุษย์(ที่ชื่อไอน์สไตน์)จำกัดมันเอง
อื่ม.. คิดต่อไป(ยังไม่หยุด -0-) แล้วในชีวิตของเราล่ะ
เราถูกจำกัดอะไรไปบ้าง
ทั้งที่จำกัดไปด้วยตัวเอง
จำกัดไปด้วยสังคน
จำกัดโดยธรรมชาติ
อื้ม.. นะ บางที ถ้าเรามองข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไป
อาจจะมีอะไรสนุกๆ ก็ได้นะ
ลองสร้างความตื่นเต้นในชีวิตด้วยการออกจากข้อจำกัดดูสิ
(ภายใต้มโนธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ฯลฯ นี่เป็นข้อจำกัดด้วยป๊ะเนี่ย อิอิ)
..Lets Overcome Your Limit..

โอ้ว..รู้สึกว่าลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์นั้นแทรกเข้ามาในตัวผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย
คงจะเป็นเพราะได้คลุกคลีอยู่กับวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังมาได้ประมาณ 6 ปี
ทำให้วิธีคิดต่างๆ รวมไปถึงความรู้ทางด้านนี้ ฝังตัวลงไปในการดำเนินชีวิตของผม
เรื่องความเชื่อก็ด้วย อาจจะเป็นเพราะวิทยาศาสตร์นี่เอง
ที่ทำให้ผมมักจะคิดถึงเหตุผลต่างๆ ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใด
นั่นคือก่อนที่ผมจะเชื่อในสิ่งใดนั้น สมองจะคิดไปถึงเหตุผลก่อนเลย
นั่นจึงทำให้ตอนนี้ผมมีความเคลื่อบแคลงในตัววิทยาศาสตร์ไปซะงั้น
เหอๆ
ผมเชื่อว่าการที่เราจะมีพรสวรรค์ในเรื่องใดๆนั้น มันต้องมาจากการคลุกคลีกับสิ่งนั้นๆ
ใช้เวลากับสิ่งนั้นเยอะๆ จากนั้นพรสวรรค์จะมาหาเอง
จำไว้ว่า พรสวรรค์น่ะเรื่องเล็ก ทำงานหนักน่ะเรื่องใหญ่

ป.ล. วันนี้เรื่องเยอะนะเนี่ย ฮาๆ ขำๆ




ชอบบล็อกนี้มาก สีก็สวย อ่านสบาย ชอบๆ
อยากทำบ้าง wordpress ใช้ยากปะ กิกิ