BODY ศพ#19

31 10 2007

วันนี้ครับผมได้มีโอกาศไปชมภาพยนตร์เรื่อง BODY…ศพ#19
ความรู้สึกหลังจากได้ชมภาพยนตร์จนจบนั้นคือ
ประทับใจ อื่ม ไม่รู้ว่าใช้คำนั้นได้หรือเปล่า
แต่รู้สึกว่าเป็นภาพยนตร์ที่สนุกมากเลยก็ว่าได้
เนื้อเรื่องนั้นถือได้ว่าสมบูรณ์มาก
ดูแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่พอสมควร ไม่หลวมจนเกินไปนัก
ตัดต่อก็ใช้ได้ดี รู้สึกว่าผู้กำกับตั้งใจจะเล่นภาพแปลกๆ แหวกออกจากแนวเดิม
ชอบการเล่นภาพในช่วงต้นเรื่องมากๆ ชอบๆๆ เท่ดี
ก็ถือได้ว่า ทำสำเร็จในระดับหนึ่งนะ
พยายามทำหนังที่มีคุณภาพออกมาอีกนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้เต็มที่
ซีจีที่พยายามทำก็ถือว่าใช้ได้ แม้ว่าจะดูหลอกๆไปบ้างแต่ก็โอเคนะ
สำหรับเพลงประกอบนั้นทำได้ดีมากเลยนะ
หลอนได้ใจมาก โดนครับ
โดยรวมนะผมให้คะแนน 9 คะแนน(เต็ม 10 คะแนน)เลย
อีก 1 คะแนนนั้นให้กลับไปพัฒนางานต่ออะครับ
(วิจารณ์จากประสบการณ์อันน้อยนิด -*- )
โดยรวมแล้วงานที่ดีครับ เป็นภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดสำหรับช่วงนี้
..อย่าพลาดครับ..

ศพ

ข้อมูลภาพยนตร์
แนวหนัง สยองขวัญ ไซโค-ฮอร์เรอร์
กำกับโดย กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา
นักแสดง อารักษ์ อมรศุภสิริ, อรจิรา แหลมวิไล, กฤตธีรา อินพรวิจิตร
เรื่องย่อ
ชล (เป้-อารักษ์ อมรศุภสิริ) ไม่ได้นอนมาแล้วเกือบอาทิตย์
เขาไม่อยาก ไม่กล้า และไม่อาจข่มตานอน เพราะยามใดก็ตามที่เผลอหลับตา
ชลจะฝันเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร
จำได้แค่ว่าเขาเคยสบตาผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้โดยบังเอิญครั้งหนึ่งในร้านอาหาร
ในฝันเธอกรีดร้องให้เขาทำอะไรบางอย่าง
….. และเขาคงไม่มีวันหยุดฝันร้าย ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของเธอ

อาการของชล ทำให้ เอ๋ (อรจิรา แหลมวิไล) พี่สาวซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด
บังคับให้เขาเข้ารับการบำบัด ชลเล่าให้ อุษา (เข็ม-กฤตธีรา อินพรวิจิตร) จิตแพทย์ของเขาฟังว่า
ทุกครั้งที่ฝันเขาจะรู้สึกเหมือนตัวเองตกเป็นเหยื่อฆาตกรรมเสียเอง
สัมผัสในวินาทีที่อวัยวะโดนทิ่มแทง แรงกระตุกของลมหายใจเมื่อวิญญาณหลุดร่าง
ความทรงจำอันเจ็บปวดค่อย ๆ ชำแรกเข้าครอบงำสมองของชล …. หรือเขากำลังจะบ้า

ด้วยร่องรอยเพียงน้อยนิดของผู้หญิงในฝัน
มันนำชลไปสู่ตู้เก็บศพหมายเลข 19 ชลพยายามจะพิสูจน์กับเอ๋ว่า เขาไม่ได้บ้าไปเอง
และความลับในตู้ใบนั้นเท่านั้นที่จะยืนยันได้ ในขณะที่ยิ่งอุษารักษาชลนานเข้า
เธอก็เริ่มสงสัยว่า ชลอาจเกี่ยวข้องกับเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว
นับแต่เขาก้าวเข้ามาเป็นคนไข้ของเธอ

ภายในตู้หมายเลข 19 ร่างไร้วิญญาณร่างหนึ่ง นอนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่ที่ทั้งแคบ
มืดมิดและหนาวเหน็บสุดขั้วหัใจ เธอกำลังร่ำร้องหาใครบางคน ….ด้วยความคิดถึง
แต่มันเป็นความคิดถึงที่คุกรุ่นไปด้วยแรงแค้น แค้นที่ต้องมานอนอยู่ในตู้ใบนี้คนเดียว

เธอกำลังกระซิบผ่านชลไปยังใครคนนั้นว่า
“กูคิดถึงมึง……..”

เนื้อเพลง คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว
ตะวันลับฟ้าเมื่อตอนเย็นๆ จะเป็นเวลาที่ใจหาย
ปลายท้องฟ้ากับแดดรำไร ฉันเหมือน ใจจะขาด
ยังกังวล ห่วงใครบางคน ที่ไม่อาจพบและเจอ
คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว

*ไม่เคยได้รู้ว่าเธอเป็นไง
ข่าวคราวเงียบหายเมื่อจากกัน
เธอมีใครมาแทนที่ฉัน แล้วเขาดีหรือเปล่า
มีฉันไหม เวลาที่ฝัน หรือว่าลืมทุกเรื่องราว
(ยัง) คิดถึงฉันหรือเปล่า เมื่ออยู่คนเดียว

**ตั้งแต่ครั้งนั้นที่เธอไม่อยู่ ชีวิตดูเปลี่ยนไป
ยังอ้างว้างยังเสียใจ เหลือเพียงแต่ความเงียบเหงา
ยังคิดถึงวันที่ผ่าน วันที่มีแต่เรา
แต่วันนี้มันว่างเปล่าเหงาจับใจ คิดถึงเธอรู้ไหม
(ยัง) คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว

(ซ้ำ *, **)

ที่มา
Mtha!
TLCenter





วันเปิดเทอม

29 10 2007

วันนี้เปิดเรียนแล้วครับ
หลังจากได้หยุดอยู่บ้านมาอย่างยาวนานถึง 4 วัน
(โครตนานเรยเหอะ –ประชดสุดชีวิต)
วันนี้ตามตารางเรียน 9.30 ครับ
ก็ตามนั้นแหละ
อาจารย์ก็มาตรงเวลา
แล้วคาบแรกก็เริ่มสอนเลยครับ
(ก็กะไว้แล้วอ่ะนะ)
อื่มคาบแรกวันจันทร์กลศาสตร์ควอนตัม2
อาจารย์หมีสอน 3 ชั่วโมง เอิ๊กส์
เรียนกันให้สลบไปข้าง(พวกผมแหละที่สลบ อาจารย์ท่านappreciateในฟิสิกส์มากๆ)
–วันนี้ขนาดเรียนแค่ Review QM1 & Intro QM2 นะเนี่ย–
อาจารย์ท่านบอกว่า เรียน 3 ชั่วโมงมันเยอะไปนะ
ท่านเป็นห่วงว่าลูกศิษย์จะไม่ไหว ท่านเลยบอกว่า 2.5 ชั่วโมงก็พอ
แต่วันนี้ครับกว่าจะเลิกเรียนก็ปาไป 12.30 น. แระ TT
..ก็ผ่านไป 1 วิชา
ตอนบ่ายครับ เรียน Numerical Analysis 3 ชั่วโมงอีกเช่นกัน
อื่ม จากที่ตอนเช้าเรียนกันอย่างเข้มข้นในเนื้อหา ควอนตัม
ตอนบ่ายครับ เริ่มเพลีย หนังท้องตึง หนังตาหย่อน
เรียนไปได้ประมาณ 1 ชั่วโมง
ก็เริ่มจ้องไปที่นาฬิกา ..เมื่อไหร่จะหมดคาบว้าา..
ก็นะ 3 ชั่วโมง เริ่ม 13.30 น. เลิก 16.30 น. แต่วันนี้กว่าจะได้เลิกก็ เืกือบ 5 โมง

นี่เพียงแค่วันแรกของการเรียนในเทอมปลายของชั้นปีที่ 3
แล้วเทอมนี้ต้องเจอวิชาหินๆทั้งนั้นเลย
Quantum Mechanics II
Classical Mechanics II
Statistical Mechanics
Optics
Numerical Analysis
Physics Laboratory III
Seminar

เด็กชาย1

..เริ่มเห็นชะตากรรมของเทอมนี้ตั้งแต่วันแรกเลยครับ..





ความกลัวจากภายใน

28 10 2007

เมื่อวานนี้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นกับตัวผม
คือ ผมไม่สามารถลงมือวาดภาพได้
อ่านแล้วคงรู้สึกแปลกๆ
แต่นั่นคือเรื่องจริง
คือ ผมไม่กล้า ลงมือวาด กลัวอะไรก็ไม่รู้
กลัวภาพไม่สวย
กลัวภาพไม่เสร็จ
กลัวนั่นกลัวนี่ บลาๆๆ
จนทำให้ไม่สามารถวาดได้
ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าได้ห่างจากการวาดเส้นไปร่วมเดือน
เพื่อไปอ่านหนังสือสอบปลายภาค

แต่แล้วในที่สุด ก็ฝืนวาดไป
คิดในใจเสมอว่า “วาดไปเถอะ วาดไปเรื่อยๆ
ไม่สวยก็ไม่เป็นไรหรอก ฝึกมากๆเดี๋ยวก็พัฒนาได้เอง
ค่อยๆ วาดไปเรื่อยๆ นะ
ไม่มีใครคาบดินสอEEมาตั้งแต่เกิดหรอกนะ สู้ๆ อดทนนะ”
จนแล้วจนรอดก็เสร็จหนึ่งภาพในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
ฝีมือแย่ลงไปพอสมควร
แต่นั่นไม่เป็นไรหรอก เพราะอย่างน้อยผมก็ได้ลงมือทำจนสำเร็จได้

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนกับการต่อสู้กับตัวเอง
ต่อสู้กับความกลัวภายในใจ
ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรตัวเราได้เลย
ใจเราต่างหากที่ฝ่อไปเอง
แต่หากเรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวภายในใจในขณะนั้น
เอาชนะมันให้ได้
สิ่งที่เราจะได้หลังจากนั้น คือความภาคภูมิใจ
และที่สำคัญควรจะจดจำภาวะอารมณ์ในขณะนั้นๆไว้
เพื่อที่ครั้งหน้า เราจะได้ดึงเอาความกล้าเช่นนั้นมาใช้อีกครั้ง อีกครั้ง …

หัวหม2

และเมื่อค่ำวันนั้นผมได้บังเอิญผ่านไปเวพไซต์ f0nt.com
เนื่องจากจะไปหาฟ้อนท์สำหรับนำเสนองาน
แต่ไปเห็นบทความหนึ่งคือ ทำไมต้องเรียนออกแบบ?
พอได้อ่านแล้วก็รู้สึกว่า ผมช้ากว่าคนอื่นนะ
การที่ผมสนใจในด้านศิลปะและคิดว่าจะจริงจังกับมันจนจะทำเป็นอาชีพเนี่ย
ทั้งๆที่เรียนทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์มาเนี่ยนะ
แล้วยังทำตัวแย่ๆอีก คือไม่ฝึกฝน ไม่ลงมือทำ ไม่ทุ่มเท ให้กับมัน
ผม..รู้สึกแย่ และท้อแท้มากๆ….
คนอื่นๆ เขาก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
ผมยังอยู่ตรงนี้ และยังทำตัวแบบนี้อีก
เลิกคิดไปเลยดีกว่ามั้ย..
ถอยหลังกลับไปเรียนทางด้านเดิมดีกว่ามั้ย
จบมาก็มีงานทำ
..ผม จึงได้ไปคิด
…..

ผ่านไปหนึ่งคืน..
มาวันนี้ ผมบังเอิญได้นึกถึงเพลงๆ นึง
(ไปนึงถึงได้ยังไงก็ไม่รุ้แหละ – -)
มีเนื้อเพลงว่า
Nothing in life will ever come that easy.
Doesn’t mean it has to be that hard.

I know you will find out who you are
But when you’re broke and down and no one else is around.
You’ll come running back to this town and
I’ll be there, yeah I’ll be there.”
ศิลปินคือ DEXTER FREEBISH เพลง Leaving Town
นั่นแหละที่ทำให้ผมตระหนักได้ว่า
ไม่มีสิ่งไหนหรอกที่จะได้มาง่ายๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากจนเกินจะทำได้สักหน่อย
อยากจะเก่ง ก็ต้องฝึก ฝึกให้มากๆ ต้องพยายาม ต้องทุ่มเทให้กับมัน
พิจารณาตัวเองเสมอๆว่าตอนนี้เราอยู่ตรงจุดไหนแล้ว
เราได้พัฒนาขึ้นมาจากเมื่อวานมั้ย แล้ว
คนอื่นไปถึงไหนแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว อย่าหยุดเพียงเท่านั้น
แต่จงลงมือทุ่มเทให้กับสิ่งนั้นๆ
จำไว้ว่า ไม่มีใครที่เก่งกาจมาตั้งแต่เกิดหรอก
ความมุ่งมั่นตั้งใจ และความพยายาม ต่างหากที่ทำให้เป็นเขาในวันนี้
ยิ่งถ้าหากรู้ตัวว่าไม่เก่ง ก็ต้องทุ่มเทให้มาก พยายามมากขึ้นไปอีก
สักวันความสำเร็จก็จะเป็นของเรา

คุณชาติ กอบจิตติเคยลงในหนังสืออะเดย์ ฉบับมิถุนายน 2001 ว่า
“ส่วนตัวแล้ว เราจะตั้งเป้าไปไหน เราต้องเดินไปให้ถึง
จะล้มตายกลางทาง หรือไปไม่ถึงจุดหมาย ก็ไม่เป็นไร
เพราะชีวิตนี้เราได้เดินแล้ว
แต่ถ้าใครเดินแบบ.. เฮ้ย! ตรงนี้ไม่ไปแล้วโ้ว้ย
พอไปตรงนี้.. เฮ้ย! ไม่ไปแล้วโ้ว้ย
อย่างนี้มันจะได้อะไร…”

วินเซนต์ แวนโก๊ะห์ กล่าวว่า
“What would life be if we had
no courage to attempt anything”

ป.ล.ที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะไว้เตือนตัวเอง
ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมไปถึงวิธีที่ผมใช้จัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว
เพื่อที่ว่าหากเกิดเหตุการณ์เ่ช่นนี้อีก ผมจะได้ไม่ต้องหลงทางหาคำตอบอีกครั้งหนึ่ง..

ริมรั้ว





feel goood

26 10 2007

~..ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย แค่อยากทำอะไรตามใจ ก็เท่านี้..~
ครั้งแรกที่ได้เห็นโฆษณานี่ ก็รู้สึกชอบทันทีเลยครับ
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจดูเลยสักนิดอะ
แต่เสียงเพลงของโฆษณานี้ที่มากระทบหูให้ได้ยินนี่สิ
โดนใจมากมายอ่า สุดยอดอะ
รู้สึกประทับใจมากๆ เป็นเพลงที่ทำให้รู้สึกดี สบายใจ อย่างบอกไม่ถูก
ทำให้รู้สึกว่าไม่ต้อง จริงจัง อะไรกับชีวิตให้มากมายนักหรอกนะ
อื้มนะ..อยากจะทำก็ทำ อย่าไปคิดให้มากมาย แค่นี้..ก็สบายใจ
(อย่าทำผิดศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม ฯลฯธรรม แล้วกันนะครับ^^)
~..ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย แค่อยากทำอะไรตามใจ ก็เท่านี้..~


ที่มา clip
adintrend

เนื้อเพลง feel goood
DOWNLOAD Full Song (แก้ไขลิงค์ให้แล้วนะครับ ^^)

(ผิวปาก)
ทุกครั้งก็ยังสงสัย เมื่อทำอะไรที่ดูไม่มีความหมาย โอ..
อยากจะยืน อยากจะงง อยากจะหลงทางบ้าง
อยากจะใช้ อยากจะลอง รองเท้าคนละข้าง
อยากจะขีดจะเขียน จะผิดจะเพี้ยน ก็เป็นบางครั้ง
ไม่..รู้ทำไม
ไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมาย แค่อยากทำอะไรตามใจ ก็เท่านี้
ไม่มีเหตุผล โอ.. สบายใจ
(ลั่ลลัลลัลลา ฮู้ฮู)
อยากจะทำ ก็ทำ อย่าไปคิดให้มากมาย
แค่นี้..ฉันสบายใจ

Feel Goood





เรื่องเล็กๆ ในวันธรรมดา

25 10 2007

เย้ๆ วันนี้ดีใจสุดๆเลย ในที่สุดก็ได้ปิดเทอมสักที
ทั้งๆ ที่สอบวิชาสุดท้ายเสร็จมาตั้งแต่วันอังคารที่ 16 โน่น
แต่ก็ต้องไปทำงานที่คณะทู้กวัน
งานที่ทำนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Electronics เฮ้อ 10 คะแนน
(อย่างน้อยก็ได้มา 7.5 คะแนนก็ยังดี)
จนวันนี้เป็นวันส่งงานชิ้นนั้น ซึ่งก็ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์หรอก
แค่ว่าพอแล้ว ไม่ทำแล้ว ผมจะส่งแล้วครับอาจารย์
จริงๆแล้วไม่อยากทำ้ตั้งแต่สอบเสร็จแล้วเหอะ
เทอมที่ผ่านมารู้สึกว่าเรียนหนักจังเลยอ่า แง๊ๆ
อย่างไรก็ดี ตอนนี้ก็ได้ปิดเทอมสักที ได้หยุดพัก 4 วัน
เพราะวันจันทร์ที่ 29 นี้ก็เปิดเทอมใหม่แล้ว แง๊ๆ (อีกที)

หัวห�ม

เอาล่ะ เข้าเรื่องวันนี้ดีกว่า
เรื่องก็มีอยู่ว่า
เมื่อเช้านี้นะครับ
ผมก็นั่งรถไปคณะตามปกติ
(มันไม่ปกติซะหน่อย ปิดเทอมแต่ต้องไปส่งงานอิเล็คฯอะ TT เหอๆ)
ระหว่างทางครับ วิทยุสถานีหนึ่ง(คือเปลี่ยนฟังอยู่4สถานีอะ)เปิดเพลงอะไรสักเพลงอะ
เนื้อหาเกี่ยวกับคนคนนึงที่จะยังรักอีกคนนึงไม่เปลี่ยนแปลง
ประมาณว่าไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรฉันก็จะรอเธออยู่ตรงนี้ (มั้งนะ)
นั่นแหละผมก็คิด(เป็นไรมะรู้ จู่ๆก็ิคิด)ไปถึงว่า
อื่มนะ เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าเลยเน้อ มองไปกี่ทีก็ยังคงอยู่บนฟ้าอย่างนั้น
(เอ..ไม่แน่ใจว่าอยู่ในเนื้อเพลงด้วยป่าวนะ จำมะได้อ่า..)
อื่มนะ ยังไม่พอครับ คิดต่อครับ(ได้อีกครับ)
เอ่อนะ มันคล้ายๆกับ Retarded Potential
ที่เราเรียนในวิชา Electromagnetism นิ
(Retarded Potential คือประมาณว่า
ศักย์ไฟฟ้าที่เราวัดได้จาก Source ที่เราสนใจนั้น
มันเป็นข้อมูลจากอดีต เพราะข้อมูลนั้นต้องใช้เวลาในการเดินทางมาถึงผู้วัด)
จริงๆแล้ว ไอ้ดาวที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้นมันเป็นข้อมูลในอดีตนะ
แสงต้องใช้เวลาเดินทางพาข้อมูลมาให้เราเห็นนะ
อื้ม.. ตอนนี้มันจะเป็นยังไงบ้างนะ กว่าแสงจะส่งข้อมูลของมันมาให้เราเห็น
ก็ใช้เวลาหลายล้านปีแสง อื้ม.. ตอนนี้มันจะยังมีชีวิตอยู่มั้ยนะ แง่มๆ
อื้ม.. ก็คิดต่อไปอีก(โอ้ว.. ยังได้อีก) เอ แล้วไอ้รถคันข้างหน้าเรานี่ล่ะ
(พอดีรถกำลังติดไฟแดงอยู่อะ)
มันเป็นข้อมูลในอดีตมั้ยนะ ถ้าเป็น ตอนนี้มันจะไปอยู่ไหนกันนะ
เอ.. แต่ระยะห่างระหว่างรถเขากับรถเราก็ไม่กี่เมตร
อัตราเร็วของแสงในอากาศประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
อื้่ม งี้ก็ใช้เวลานิดเดียวเอง แล้วเอ๊ะ มันก็ยัง Retarded อยู่ดีนั่นแหละ
ให้มันเป็นแบบ Real Time เลยไม่ได้หรือไงนะ
อื่ม.. ถ้างั้นเวลาที่ใช้เดินทางมาก็ต้องเป็น ศูนย์
แสดงว่า อัตราเร็วของแสงในอากาศก็ต้องเป็นอนันต์สิ อ่านะ
แต่ว่าไอน์สไตน์บอกไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพว่าแสงมีอัตราเร็วที่จำกัด
คือในสุญญากาศจะมีอัตราเร็วประมาณ 300 ล้านเมตรต่อวินาที
(เป็น postulate หนึ่งที่ไอน์สไตน์ว่าไว้)
อื้มนะ.. มันมีข้อจำกัด
แล้วจริงๆแล้วข้อจำกัดที่เกิดขึ้นเนี่ย มันเป็นเพราะ ธรรมชาติจำกัดมันไว้อย่างนั้น
หรือว่า มนุษย์(ที่ชื่อไอน์สไตน์)จำกัดมันเอง
อื่ม.. คิดต่อไป(ยังไม่หยุด -0-) แล้วในชีวิตของเราล่ะ
เราถูกจำกัดอะไรไปบ้าง
ทั้งที่จำกัดไปด้วยตัวเอง
จำกัดไปด้วยสังคน
จำกัดโดยธรรมชาติ
อื้ม.. นะ บางที ถ้าเรามองข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไป
อาจจะมีอะไรสนุกๆ ก็ได้นะ
ลองสร้างความตื่นเต้นในชีวิตด้วยการออกจากข้อจำกัดดูสิ
(ภายใต้มโนธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ฯลฯ นี่เป็นข้อจำกัดด้วยป๊ะเนี่ย อิอิ)
..Lets Overcome Your Limit..

กระต่ายเชียร์

โอ้ว..รู้สึกว่าลักษณะนิสัยของนักวิทยาศาสตร์นั้นแทรกเข้ามาในตัวผมโดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย
คงจะเป็นเพราะได้คลุกคลีอยู่กับวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังมาได้ประมาณ 6 ปี
ทำให้วิธีคิดต่างๆ รวมไปถึงความรู้ทางด้านนี้ ฝังตัวลงไปในการดำเนินชีวิตของผม
เรื่องความเชื่อก็ด้วย อาจจะเป็นเพราะวิทยาศาสตร์นี่เอง
ที่ทำให้ผมมักจะคิดถึงเหตุผลต่างๆ ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใด
นั่นคือก่อนที่ผมจะเชื่อในสิ่งใดนั้น สมองจะคิดไปถึงเหตุผลก่อนเลย
นั่นจึงทำให้ตอนนี้ผมมีความเคลื่อบแคลงในตัววิทยาศาสตร์ไปซะงั้น
เหอๆ

ผมเชื่อว่าการที่เราจะมีพรสวรรค์ในเรื่องใดๆนั้น มันต้องมาจากการคลุกคลีกับสิ่งนั้นๆ
ใช้เวลากับสิ่งนั้นเยอะๆ จากนั้นพรสวรรค์จะมาหาเอง
จำไว้ว่า พรสวรรค์น่ะเรื่องเล็ก ทำงานหนักน่ะเรื่องใหญ่

Happy Day
ป.ล. วันนี้เรื่องเยอะนะเนี่ย ฮาๆ ขำๆ